ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์นำเสนอนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการบูรณาการแบบองค์รวม
ของโรงเรียนบ้านทุ่งรูง ตำบลผักไหม อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต ๑
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
โดยเครือข่ายความร่วมมือกับ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นำโดย รศ.สมัย ยอดอินทร์และคณะ
รุ่นที่ 1 (เริ่มภาคเรียนที่ 2/2552)
โรงเรียนในสังกัด สพป.สุรินทร์ เขต 1 โรงเรียนบ้านทุ่งรูง , โรงเรียนบ้านตรึม(ตรึมวิทยานุเคราะห์)
โรงเรียนในสังกัด สพม.33 โรงเรียนห้วยจริงวิทยา
รุ่นที่ 2 (เริ่มภาคเรียนที่ 2/2553)
โรงเรียนบ้านระไซร์ โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์
รุ่นที่ 3 (เริ่มภาคเรียนที่ 1/2554)
โรงเรียนสังกัด สพป.สุรินทร์ เขต 1 โรงเรียนบ้านกระโดนค้อ โรงเรียนบ้านกระดาน โรงเรียนบ้านช่างปี่
โรงเรียนในสังกัด สพป.สุรินทร์ เขต 3 โรงเรียนบ้านฉลีก โรงเรียนบ้านปลัด โรงเรียนวันเจริญสามััคคี
เพื่อพัฒนาด้านวิชาการ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาระดับท้องถิ่น (หลักสูตรท้องถิ่น)
และการจัดการเรียนการสอนโดยใช้
กระบวนการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ทำไมต้องหลักสูตรองค์รวม (3)

ทำไมต้องหลักสูตรองค์รวม (3) (รศ.สมัย  ยอดอินทร์)


ยึดหัวหาดของปัญหานี้ได้ที่ไหน
จากที่ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ในโรงเรียนต่างๆ พบว่า การจัดค่ายองค์รวมสามารถสร้างสิ่งต่อไปนี้ได้อย่างครบถ้วน คือ
1. วิธีการทางวิทยาศาสตร์
2. ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์
3. บูรณาการแบบองค์รวม
4. นักเรียนเป็นสำคัญและเรียนรู้อย่างมีความสุข
5. สัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวิถีชุมชน
และพบว่า ค่ายองค์รวมเป็นหัวหาดของการยึดเพื่อไปแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้อย่างดี
ค่ายแบบองค์รวม มีขั้นตอนดังนี้คือ

ขั้นที่ 1 สำรวจพื้นที่เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติอย่างน้อย 5 แบบ เช่น
(1) ป่า ภูเขา หรือแม่น้ำ
(2) แหล่งทำการเกษตร หรืออุตสาหกรรม
(3) แหล่งเสื่อมโทรมหลังจากการเกษตรหรืออุตสาหกรรม
(4) ศาสนสถานและศิลปวัฒนธรรม
(5) ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน
ขั้นที่ 2 แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม ๆ ละ 5-10 คน ไปสำรวจแหล่งต่างๆ ดังกล่าว และให้แต่ละกลุ่มตั้งปัญหาด้วยตนเอง โดยมีพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำในรูปที่นักเรียนยังได้คิดด้วยตนเอง

ขั้นที่ 3 นำปัญหาของแต่ละกลุ่มมาเสนอให้ส่วนรวมได้เห็นทั่วกัน แล้วให้นักเรียนแต่ละคนเลือกปัญหาที่ชอบ นำนักเรียนที่ชอบปัญหาเดียวกันมาตั้งเป็นกลุ่มใหม่ ถ้าคนชอบปัญหาเดียวกันมากเกิน 10 คน ก็แบ่งเป็นหลายกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 7 คน โดยให้แต่ละกลุ่มทำปัญหาเดียวกัน แต่อาจจะทำวิธีที่แตกต่างกัน

ขั้นที่ 4 เมื่อแต่ละกลุ่มปัญหาที่อยากหาคำตอบแล้วก็ให้แต่ละกลุ่มตั้งสมมุติฐานเพื่อตอบปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งออกแบบการทดลอง หรือออกแบบการสำรวจเพิ่มเติมแล้วนำมาให้อาจารย์หรือวิทยากรพิจารณาตามความเหมาะสม และความเป็นไปได้เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์การทดลองตามที่กลุ่มต่างๆ ต้องการ

ขั้นที่ 5 ออกสำรวจซ้ำเพื่อเก็บข้อมูลตามที่ออกแบบการทดลอง ทดสอบสมมุติฐานตามปัญหาที่สนใจ ซึ่งอาจเป็นปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นจากขั้นที่ 3 แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจากกลุ่มเดิม

ขั้นที่ 6 ทำการทดลอง หรือทำการวิเคราะห์จากข้อมูลที่เก็บมาจากขั้นที่ 5 เพื่อสรุปผลว่าเป็นไปตามสมมุติฐานที่วางไว้หรือไม่

ขั้นที่ 7 นำผลการทดลองหรือสรุปผลจากการทดลองมาเสนอ เพื่อให้ส่วนรวมได้ร่วมตัดสินว่าสนับสนุนสมมุติฐานหรือไม่ โดยผู้รู้และวิทยากรจะช่วยกันพิจารณาความสมเหตุสมผลของผลการทดลองหรือผลสรุปดังกล่าว


สำหรับปัญหาในขั้นที่ 3 ที่ยังไม่ได้เลือกทำ ครูและวิทยากร ก็แยกปัญหาออกเป็นส่วนว่าปัญหาใดควรตอบได้ ปัญหาใดควรนำไปทำโครงงาน และปัญหาใดควรนำไปทำวิจัยชั้นสูง

ขั้นที่ 8 ประเมินผลการจัดค่ายดังกล่าวนี้ทุกขั้นตอน

ขั้นที่ 9 รายงานผลการจัดค่ายในรายละเอียดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบเป็นรูปเล่ม
การจัดค่ายดังกล่าวนี้ จะได้ผลแก่ครูก็ต่อเมื่อให้ครูของโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงมาร่วมเข้าค่ายเดียวกัน โดยปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกับนักเรียนชาวค่าย แต่แยกกลุ่มจากนักเรียนและจัดเวลาการเสนอปัญหา สรุปผลแยกออกไปทำก่อนนักเรียน และเข้าฟังการนำเสนอของนักเรียนทุกครั้ง เพื่อครูจะได้เห็นผลของตนเทียบกับผลจากนักเรียน เท่าที่ทำมาหลายครั้งแล้ว สรุปได้ว่าผลงานของนักเรียนมีคุณภาพกว่าครู ทุกขั้นตอนทั้งระดับประถมและมัธยม
ปัญหาที่เกิดจากการสงสัยของนักเรียนหลังการสำรวจมีได้หลากหลายกว่าปัญหาของกลุ่มครูและมองปัญหากันคนละแบบ มีผลให้ครูรู้ว่าแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติที่ไปศึกษานั้น สิ่งที่เด็กอยากรู้กับสิ่งที่ครูอยากรู้นั้นไม่ตรงกัน ซึ่งมีผลสะท้อนให้ครูเห็นภาพการสอนของตน ว่าสิ่งที่ครูอยากสอนและสิ่งที่นักเรียนอยากรู้นั้นไม่ตรงกัน
การตั้งสมมุติฐานและการออกแบบการทดลอง ครูมักนึกเสมอว่าเด็กทำไม่ได้ แต่เมื่อให้มาเข้าค่ายพร้อมกัน ครูจึงพบว่าเด็กสามารถทำได้เกินคาด หรือสามารถทำในสิ่งที่ครูคาดไม่ถึงหลายอย่างซึ่งไม่มีในตำรา แต่ครูมักจะทำตามตำราเสียส่วนใหญ่ จึงทำให้เห็นว่า ตำราบังความรู้ของครูจนหมด ในขณะที่เด็กยังไม่ถูกบังโดยตำรา

ผลจากค่ายดังกล่าว ทำให้ครูทราบว่าการเรียนแบบ LEARNING BY DOING เป็นวิธีการที่ดี เด็กเข้าใจได้ครบ 5 อย่าง โดยไม่ต้องท่องจำ คือ

1. วิธีการทางวิทยาศาสตร์
2. ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์
3. บูรณาการแบบองค์รวม
4. นักเรียนเป็นสำคัญและเรียนรู้อย่างมีความสุข
5. สัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวิถีชุมชน

จึงนำค่ายองค์รวมเป็นจุดนำการเปลี่ยนแปลงทัศนคติแก่ครูดังกล่าว และทำให้ครูสนใจที่จะนำวิธีการดังกล่าวไปประยุกต์ในการเรียนการสอนธรรมดามากขึ้น รวมทั้งครูจะนำวิธีการจัดค่ายแบบนี้ไปสู่การศึกษาวิถีชุมชนได้ดียิ่งขึ้นและสามารถทำได้ผลมาแล้วหลายโรงเรียนซึ่งอธิบายอย่างย่อ ๆ ดังนี้
ก) เปลี่ยนทัศนคติของครูโดยค่ายองค์รวม
จากประสบการณ์การจัดค่ายที่ทำมาแล้ว ปรากฏว่า ครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เห็นด้วยกับโครงการค่ายองค์รวม และเข้าใจความต้องการห้าข้อชัดขึ้น และยังเข้าใจเจตนารมณ์ของนักเรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งการบูรณาการแบบองค์รวม ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 ได้ดียิ่งขึ้น และครูส่วนใหญ่เพิ่งทราบจากค่ายดังกล่าวว่า สิ่งที่เด็กอยากรู้ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ครูอยากสอน และสิ่งที่เด็กอยากรู้ก็ยังเป็นมุมมองสอดคล้องกับสาระหลักของหลักสูตร ครูเริ่มเห็นประโยชน์ของการเรียนจากธรรมชาติรอบๆ ตัว และพบว่าการเรียนรู้จากปัญหาที่เด็กตั้งขึ้นจะดีกว่าครูเป็นผู้ตั้งปัญหา

ข) นำปัญหาที่นักเรียนตั้งจากค่ายไปสู่ห้องเรียน และหลักสูตรปกติรวมทั้งโครงงานมีผลทำให้เด็กเกิดการอยากเรียนรู้มากกว่าเดิม เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความอยากรู้ของเด็ก

ค) จากค่ายองค์รวมไปสู่ค่ายวิถีชุมชน เพื่อให้การเรียนการสอนสัมพันธ์กับวิถีชุมชนและให้เห็นว่าการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับวิถีชุมชนที่ปฏิบัติกันมาหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น ว่านหางไหลที่ใช้เพื่อการทำให้ปลาเมาคล้ายกับยาเบื่อจะได้จับปลาได้ง่าย เมื่อจับปลามาได้แล้วก็บีบมะนาวใส่น้ำที่ขังปลา ปลาก็จะหายเมา วิธีการดังกล่าวเป็นวิถีชุมชนที่นำมาอธิบายได้ถึงสภาพความเป็นด่างของว่านหางไหล ความเป็นกรดของมะนาว และการเกิดความเป็นกลางของปฏิกิริยาเคมีที่สามารถตรวจสอบได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

วิถีชุมชนแบบนี้ยังมีอีกมากและเป็นเรื่องที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเพื่อนำมาเข้าสู่บทเรียนทางวิทยาศาสตร์ที่ครูอาจารย์จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมจากชุมชนรอบโรงเรียน แล้วนำมาศึกษาเพื่อเป็นตัวอย่างและเป็นอุปกรณ์การสอน นักเรียนจะเห็นได้ว่า ความรู้จากโรงเรียนเมื่อกลับมาบ้านก็สามารถอธิบายได้โดยไม่แปลกแยกจากกัน การได้ความรู้จากวิถีชุมชนสามารถทำได้โดยการจัดค่ายวิถีชุมชน เอาครูอาจารย์จากหลายโรงเรียนมาร่วมกัน จัดเป็นค่ายปฏิบัติการเพื่อออกศึกษาวิถีชีวิตชุมชนรอๆ โรงเรียน แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ อธิบายเป็นตัวอย่างในการนำเข้าสู่บทเรียน เช่น ตะบันไฟ ว่านหางไหล ว่างหางดาบ ฯลฯ

ง) ขยายไปทุกหมวด ในวิถีชุมชนยังมีภูมิปัญญาที่มิได้จำกัดอยู่เฉพาะวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ขยายวงไปถึงสาขาวิชาอื่นด้วย ทั้ง เกษตร การงานพื้นฐานอาชีพ สังคมศาสตร์ ศาสนา ประวัติศาสตร์ ภาษา สุขศึกษา พลานามัย คหกรรมศาสตร์ ศิลปศึกษา และอื่นๆ จึงจำเป็นต้องขยายแนวคิดไปทำงานร่วมกันทุกหมวด อย่างน้อยที่สุดก็สามารถนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปวิเคราะห์ปัญหาที่พบจากวิถีชุมชนได้ทั้ง 8 สาระ ครูทุกกลุ่มสาระจะได้ศึกษาปัญหาได้ทุกแง่ทุกมุม และสามารถชักจูงครูจากโรงเรียนอื่นมาร่วมกิจกรรมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย


จ) บูรณาการกับหลักสูตร การเรียนการสอนในทุกสาขาวิชา โดยนำผลที่ได้จาก ค) และ ง) มาบูรณาการ มีผลให้เกิดหลักสูตรที่สัมพันธ์กับวิถีชุมชน และบูรณาการแบบองค์รวมได้ ทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งถ่ายทอดอารยธรรมให้แก่เยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ฉ) เชื่อได้อย่างไรว่าหลักสูตรแบบองค์รวมช่วยแก้ปัญหาได้จริง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำวิธีการแบบองค์รวมไปเริ่มใช้กับโครงการวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน(SIS) และได้ทำการประเมินผลของโครงการ โดยวิธี Clinical Test และการติดตามผลกระทบ

ผลประเมินโรงเรียนที่อยู่ในโครงการ SIS ปี 2543-2545 ของภาคเหนือพบว่า

1. นักเรียนในโครงการ SIS โดยเฉพาะนักเรียนที่มีผลการเรียนระดับปานกลาง (GPA: 2.50-3.00) มีการเปลี่ยนแปลงในด้านการรับรู้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ความรู้สึกนึกคิดทางวิทยาศาสตร์ และทักษะทางวิทยาศาสตร์ในทางที่ดีกว่านักเรียนที่อยู่นอกโครงการ
2. ค่ายวิทยาศาสตร์แบบองค์รวมมีประโยชน์จริงและสามารถนำรูปแบบของค่าย และผลจากค่ายแบบองค์รวมไปสู่ห้องเรียนได้ช่วยให้นักเรียนคิดปัญหาโครงงานได้และคิดได้มากขึ้นนอกจากนี้ค่ายแบบองค์รวมยังส่งเสริมให้เห็นการบูรณาการแบบองค์รวมและหลักสูตรแบบองค์รวม รวมทั้งครูได้สนใจนำวิธีการจัดค่ายแบบนี้ไปสู่การศึกษาวิถีชุมชนได้ดียิ่งขึ้น
3. ค่ายวิถีชุมชนมีส่วนผลักดันให้โรงเรียนมีความสัมพันธ์ชุมชนได้จริงและนำไปสู่การจัดหลักสูตรให้สัมพันธ์กับท้องถิ่นได้จริง

ช) หลักสูตรแบบองค์รวมมีความสมบูรณ์ในตัวหรือไม่ ไม่มีอะไรในโลกที่จะสมบูรณ์ทุกอย่างองค์รวมก็ไม่มีข้อยกเว้น ในบางครั้งจำเป็นที่จะต้องนำวิธีการจัดความเชื่อมโยงองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากค่ายองค์รวม(Strand Map) มาเติมเต็มเพื่อให้การบูรณาการแบบองค์รวมเกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเช่นเดียวกันบางครั้งจำเป็นต้องนำวิธีการ ATLAS (active teaching and learning activities in sciences and technology) มาช่วยเติมเต็มความคิดรวบยอดบางอัน เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์

องค์รวม Strand Map และ ATLAS มิใช่ตัวหลักสูตร แต่เป็นสิ่งที่ทำให้หลักสูตรมีชีวิตและสอดคล้องกับความเป็นอยู่ตามสภาพจริง กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน และทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งถ่ายทอดอารยธรรมของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ATLAS สอบถามได้ที่ สวทช. ส่วน Strand Map ซึ่งเป็นวิธีการจัดความเชื่อมโยงองค์ความรู้ต่างๆ นั้น ติดต่อสอบถามได้ที่โครงการพิเศษคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สมัย  ยอดอินทร์
มิถุนายน 2546

ทำไมต้องหลักสูตรองค์รวม (2)


ทำไมต้องหลักสูตรองค์รวม (2) (รศ.สมัย  ยอดอินทร์)


ความคิดรวบยอด
เมื่อพิจารณาผังความคิดรวบยอดต่อไปนี้



การบูรณาการแบบองค์รวม
บูรณาการแบบองค์รวมนั้นเป็นการบูรณาการตามสาระที่เกี่ยวข้องซึ่งแสดงได้ตามแผนภูมิแบบองค์รวม คือ





จากแผนภูมิดังกล่าวนี้ ก็เพื่อต้องการให้เห็นว่าการบูรณาการแบบองค์รวมมีจุดหมายปลายทางเพื่อให้เห็นว่า ธรรมชาติที่สมดุล และวิถีชุมชนที่สมดุล (มีจริยธรรม) เป็นเรื่องเดียวกัน  
ส่วนวิทยาศาสตร์นั้น ยังเป็นบูรณาการกันเองอีกตามแผนผัง
จากปัญหาที่กล่าวมาแล้วว่า นักเรียนถูกบังคับ
ให้จำ จำ จำ โดยตลอดและมีชั่วโมงเรียนมากมายจนน่าเบื่อ
การเรียนอย่างมีความสุข และนักเรียนเป็นสำคัญ จึงเป็นไปไม่ได้ และการนำความรู้มาสัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
เมื่อห้าอย่างที่กล่าวมาแล้วเป็นไปไม่ได้ การเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในโลกความเป็นจริงก็เป็นไปไม่ได้ การเรียนการสอนจึงต้องล่องลอยไปอยู่ในโลกของความจำเพียงอย่างเดียว และก็ไม่รู้ว่าจำอะไร จึงสรุปได้ว่าเป็นการเรียนการสอนที่สูญเปล่าและมีแต่ความเครียดเข้ามาเพิ่มพูน

ทำไมต้องหลักสูตรองค์รวม

ทำไมหลักสูตรต้องเป็นองค์รวม
(รองศาสตราจารย์สมัย  ยอดอินทร์)

ปัญหาและที่มา

จากที่ได้สัมผัสการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ในระดับมัธยมศึกษา(ของประเทศไทย) ที่ผ่านมา ไม่ต่ำกว่า 10 ปี พบว่า มีปัญหาใหญ่ๆ ต่อไปนี้ คือ
1. ชั่วโมงการเรียนเนื้อหาแต่ละวันมากเกินไป เมื่อรวมชั่วโมงกวดวิชาเข้าไปด้วยก็ต้องเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 4 ทุ่ม การที่นักเรียนเอง จำเป็นต้องมีชั่วโมงเรียนมากเช่นนี้ ทำให้นักเรียนไม่อยากคิดและไม่อยากอ่านหนังสือ และได้รับเอานิสัยอันนี้มาจนกระทั่งเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ก็ยังเป็นคนไม่ชอบคิดและไม่ชอบอ่าน (มีสถิติระดับชาติรายงานว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 6 หน้า)
2. ห้องเรียนแต่ละห้องของโรงเรียนที่ได้รับความนิยมมีนักเรียนมากไป คือ ตั้งแต่ 40-50 คน เมื่อเทียบกับโรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่ซึ่งมีนักเรียนแต่ละห้องไม่เกิน 25 คน โดยที่โรงเรียนนานาชาติดังกล่าวมีครูต่อนักเรียน 1:22 ในขณะที่โรงเรียนมัธยมศึกษา(ของรัฐ) ที่ได้รับความนิยมมีครูต่อนักเรียน 1:17 จึงแสดงว่าชั่วโมงการเรียนตามข้อ 1. มีผลทำให้ห้องเรียนจำเป็นต้องโตขึ้น การจัดการเรียนการสอนแบบนักเรียนเป็นสำคัญจึงทำได้ยาก ที่ทำได้ก็คือการสอนแบบบอกเล่า และบอกให้คิดเหมือนที่ครูคิดให้ เด็กนักเรียนจึงมีโอกาสคิดเป็นทำเป็นได้น้อยมาก
3. สาระการสอนหลายเรื่องควรนำมาสอนได้แบบบูรณาการ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะมีการบริหารเนื้อหาแบบแยกส่วน เช่น เรื่อง เวคเตอร์ (vector) ในวิชาคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ ซึ่งน่าจะร่วมกันสอนได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างมีรูปธรรม แต่กลับแยกกันสอนคนละแบบจนทำให้นักเรียนไม่รู้เรื่องจากทั้งสองแบบและเกิดความสับสน ในวิชาแคลคูลัส (Calculus) ก็เช่นกัน ฟิสิกส์นำ ในวิชาแคลคูลัส (Calculus) ไปใช้ในรูปเศษส่วน แต่คณิตศาสตร์สอนว่าเป็นโอเปอร์เรเตอร์ และบางโรงเรียนซ้ำร้ายกว่านั้น คือนำวิชาแคลคูลัส (Calculus) ไปสอนในเทอมปลาย ม.6 แต่ฟิสิกส์นำแคลคูลัส (Calculus) ไปใช้ก่อน ม.6 การกระทำแบบนี้เป็นการกระทำที่สูญเปล่า เหมือนกับการกินต้มยำปลาโดยที่กินปลาลงไปก่อน แล้วจึงกินเครื่องปรุงตามไปทีหลัง ซึ่งเท่ากับว่าไม่ได้รับรสชาติของต้มยำปลาอย่างแท้จริง หรืออาจจะกินไม่ได้ทั้งปลาแลเครื่องปรุงเลย
ตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงจุดเล็กๆ อันหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความสูญเปล่าทั้งชั่วโมงเรียนและงบประมาณ และที่ร้ายกว่านั้น ก็คือ ทำให้นักเรียนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ไม่รู้เรื่องทั้งสองวิชา จึงจำเป็นต้องเรียนแบบท่องจำ และอาศัยการกวดวิชาเพื่อช่วยเพิ่มเทคนิคการช่วยจำ
4. บ่อยครั้งที่ครูนำชั่วโมงการเรียนการสอนไปติวข้อสอบแบบแปลกๆ จึงทำให้เด็กนักเรียนต้องเรียนเพิ่มเรื่องที่ต้องจำ ขาดการคิดเป็นทำเป็น และก็บ่อยครั้งเช่นเดียวกันที่ครูนำความรู้ระดับมหาวิทยาลัยปี 1 ปี 2 ไปสอนเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนอีกโดยมีความมุ่งหวังจะให้นักเรียนเข้าใจเรื่องในระดับมัธยมดีขึ้น แต่กลับกลายเป็นเจตนาร้ายในรูปของการยัดเยียดความรู้ให้แก่นักเรียนโดยไม่จำเป็น และเมื่อเนื้อหาที่อยากสอนมีมากขึ้นก็จำเป็นต้องสอนแบบบอกเล่ามากกว่าสอนให้เกิดการคิด
5. การแยกการบริหารกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ และกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมอิสระออกจากกัน มีผลให้การเรียนอิสระจากวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ตามไปด้วยจึงทำให้การสอนคณิตศาสตร์ได้แต่เน้นการสอนคณิตศาสตร์เพื่อคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว โดยลืมหน้าที่ของคณิตศาสตร์ในฐานะเป็นภาษาของวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และเป็นแกนของอารยธรรม การละเลยดังกล่าวนี้มีผลทำให้การเรียนคณิตศาสตร์ขาดรูปธรรมในโลกของความเป็นจริงจึงทำให้คณิตศาสตร์ที่เรียนเข้าใจได้ยากขึ้น และเป็นผลต่อเนื่องให้วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ก็เข้าใจยากตามมาด้วย ในที่สุดการกวดวิชาก็จำเป็นต้องเข้ามาช่วยการท่องจำให้แก่นักเรียน และจำเป็นต้องจำมากเพราะแยกจำทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ แต่ถ้าได้ร่วมกันบูรณาการก็จะลดชั่วโมงเรียน และเกิดรูปธรรมของการเข้าใจในโลกความเป็นจริงได้ด้วย ไม่จำเป็นต้องแยกจำดังกล่าวแล้ว

การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นการจัดการที่สูญเปล่าหรือไม่

มีรายงานตรงกันในระดับนานาชาติระบุว่า 80 % ของโรงเรียนมัธยมศึกษา มีกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ทำลายความคิดทางวิทยาศาสตร์ที่มีมาตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้นของนักเรียน
เมื่อพิจารณาปัญหาที่กล่าวมานี้ เห็นว่าควรจะเพิ่มเป็น 90% ด้วยซ้ำไป และเมื่อไปเยี่ยมโรงเรียนมัธยมศึกษาก็พบว่า เด็กนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีหน้าตาสดใส แววตายังฉลาดอยู่ แต่มัธยมศึกษาตอนปลายกลับตรงกันข้าม และพบว่าการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้ทำลายสิ่งต่อไปนี้โดยไม่รู้ตัว คือ
1. วิธีการทางวิทยาศาสตร์
2. ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์
3. บูรณาการแบบองค์รวม
4. นักเรียนเป็นสำคัญและเรียนรู้อย่างมีความสุข
5. สัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น



วิธีการทางวิทยาศาสตร์

วิธีการวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนส่วนใหญ่ปฏิบัติกันมา มักเน้นที่การทดลองโดยไม่สนใจสมมุติฐานและที่ขาดและไม่ค่อยสนใจ คือ การฝึก การสังเกต การสงสัย การตั้งปัญหา และการตั้งสมมุติฐาน แล้วจึงออกแบบการทดลอง หรือสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทดสอบสมมุติฐานดังกล่าว ว่าเป็นคำตอบของข้อสงสัยหรือไม่ และที่ร้ายกว่านั้นหลายโรงเรียนไม่มีการทดลองให้ดูเลย

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การจัดการเรียนเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวมโรงเรียนบ้านทุ่งรูง (2)

การจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและการเรียนรู้บูรณาการซึ่งเป็นการเรียนรู้ในลักษณะองค์รวม เพราะการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม (Integrated Learning to the Unifiled Concepts) เป็นการเรียนรู้จากสรรพสิ่งรอบตัว ตามสภาพของวิถีชุมชนเป็นภาพรวมแล้วจึงหาความเชื่อมโยงของส่วนย่อย เป็นการคิดเชิงระบบ (System Thinking) ซึ่งเป็นการพัฒนาสติปัญญา (Intelligence) เป็นวิธีการคิดองค์รวมของสรรพสิ่งโดยการจำแนกแยกแยะองค์ประกอบย่อยแล้ว ยังมีการวิเคราะห์และจัดประเภทหมวดหมู่ขององค์ประกอบย่อยนั้น ๆ ด้วย การเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวมจึงเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง หลอมรวมเป้าหมายการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ สาระหรือประสบการณ์ ทั้งภายในกลุ่มสาระหรือระหว่างกลุ่มสาระ อย่างกลมกลืน โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ และพัฒนาผู้เรียนเป็นองค์รวมทุกด้าน ซึ่งอาจเป็นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้จากการปฏิบัติ การจัดทำโครงงาน และการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนที่สอดคล้องกับชีวิตจริง

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม สำหรับนักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งรูง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 และคาดหวังว่าการดำเนินงานดังกล่าวจะทำให้โรงเรียน
1. ได้หลักสูตรท้องถิ่น (สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น) ที่ใช้การจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม
2. สร้างการมีส่วนร่วมและเป็นการดึงศักยภาพครูมาร่วมกันพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ
3. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น (สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น)  การจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม และต่อยอดพัฒนาจัดทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนได้
4. นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีทักษะในการแสวงหา ค้นคว้าความรู้ด้วยตนเอง มีทักษะในการทำงานกลุ่ม ทำงานเป็นทีม


โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปีการศึกษา และได้เริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 โดยได้ดำเนินการจัดกิจกรรม ดังนี้

ครั้งที่ 1 จัดประชุมปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการยอมรับเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นโดยใช้การจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม ใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับวิธีการดำเนินงาน และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการให้กับครูทุกคน เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ความรู้แบบองค์รวมและการบูรณาการแบบองค์รวม เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น และพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้บูรณาการ โดยการจัดค่ายองค์รวมให้กับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งรูง โดยความร่วมมือกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโรงเรียนบ้านตรึม “ตรึมวิทยานุเคราะห์” โรงเรียนห้วยจริงวิทยา ระหว่างวันที่ 12 - 16 มีนาคม 2553 เวลา 5 วัน เพื่อให้ครูมีทัศนคติและมองเห็นแนวทางในการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นโดยใช้วิธีจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม ฝึกนักเรียนแกนนำ และนำปัญหาที่นักเรียนตั้งจากค่ายไปสู่ห้องเรียน

ครั้งที่ 2 คณะครูร่วมกันสร้างผังโยงใยความรู้ (Strand Map : SM) และสร้างผังทางเดิน (Road Map : RM) โดยสร้างความเชื่อมโยงอย่างน้อย 3 องค์ประกอบ คือ ด้านกายภาพ ระบบนิเวศน์ และวิถีชุมชน จากค่ายองค์รวม และนำไปสร้างหลักสูตรท้องถิ่นโดยใช้สาระหลักสูตรแกนกลางทั้ง 8 กลุ่มสาระ และใช้วิธีการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม และร่วมประชุมตรวจสอบทบทวน แลกเปลี่ยนระหว่างโรงเรียนในเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างวันที่ 1 -4 เมษายน 2553 ณ โรงแรมพีเอ็นดีคอมเพล็กซ์ จังหวัดบุรีรัมย์

ครั้งที่ 3 ประชุม จัดทำหน่วยการเรียนรู้ โครงสร้างเวลาเรียน และสร้างแผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม และการติดตามการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นฯ นำไปสู่หลักสูตรที่นำไปใช้จริง และสู่การวางแผนการทำวิจัยในชั้นเรียนที่เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ระหว่างวันที่ 26 - 29 เมษายน 2553 โดยท่าน รศ.สมัย ยอดอินทร์ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , ผศ.ดร.ภาวนา ภัทรศรีจิรากุล มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ , ผอ.วิทยา พัฒนเมธาดา ผอ.โรงเรียนบ้านบงตัน สพท.เชียงใหม่เขต 5 และครูสิริสรบ์ ก้อนสุรินทร์ โรงเรียนศูนย์อพยพแปลง8 สพท.เชียงใหม่เขต 5 (ช่วยราชการ โรงเรียนชุมชนศรีจอมทอง สพท.เชียงใหม่เขต 6) เป็นวิทยากร ณ โรงแรมอารยาโขงเจียมรีเวอร์ไซด์ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีโรงเรียนเครือข่ายความร่วมมือทุกโรงเรียน

ครั้งที่ 4 เป็นการประชุมตรวจสอบหลังทดลองใช้หลักสูตรและการเขียนรายงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเน้นการดำเนินการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนควบคู่กับการจัดการเรียนการสอน ระหว่างวันที่ 24 - 27 พฤษภาคม 2553 โดยมีท่าน รศ.สมัย ยอดอินทร์ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , ผศ.ดร.ภาวนา ภัทรศรีจิรากุล มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ณ โรงเรียนบ้านทุ่งรูง และโรงเรียนในเครือข่ายความร่วมมือ

ครั้งที่ 5 กิจกรรมค่ายบูรณาการองค์รวมระหว่างวันที่ 23 – 26 มิถุนายน 2553 ณ โรงเรียนบ้านทุ่งรูง ให้กับนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3,4,5,6 จำนวนทั้งสิ้น 130 คน เพื่อปรับทัศนคติ เปลี่ยนวิธีการเรียน ฝึกทักษะกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ และเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน การวิจัยเชิงคุณภาพ การสร้างแบบวัดคลินิกทางวิชาการ สำหรับครู โดยมีท่าน รศ.สมัย ยอดอินทร์ เป็นหัวหน้าคณะวิทยากร ผู้อำนวยการมนตรี แต้มทอง โรงเรียนบ้านตรึม “ตรึมวิทยานุเคราะห์” ผู้อำนวยการศักดิ์ดา ศรีผาวงศ์ โรงเรียนบ้านระไซร้ อำเภอลำดวน ผู้อำนวยการบัญญัติ สมชอบ โรงเรียนห้วยจริงวิทยา คณะครู และนักเรียนแกนนำเป็นพี้เลี้ยงจากโรงเรียนบ้านตรึม “ตรึมวิทยานุเคราะห์” และโรงเรียนห้วยจริงวิทยา จำนวน 40 คน

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวมที่โรงเรียนบ้านทุ่งรูง

โรงเรียนบ้านทุ่งรูง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1

โรงเรียนบ้านทุ่งรูง เป็นโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอนในระดับชั้นอนุบาล 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2552 มีบุคลากรทั้งสิ้น 11 คน เป็นผู้บริหาร 1 คน ข้าราชการครู 7 คน แยกเป็นครูชาย 3 คน ครูหญิง 4 คน ครูอัตราจ้าง 1 คน เจ้าหน้าที่ธุรการ 1 คน นักการภารโรง 1 คน มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 165 คน

ผลการประเมินภายนอก ของ สำนักงานรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ครั้งที่ 1 วันที่ 24 – 26 พฤษภาคม 2548 พบว่า นักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งรูง ในระดับก่อนประถมศึกษามีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ 1 มาตรฐาน คือมาตรฐานที่ 5 (ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิคราะห์ สังเคราะห์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ) ในระดับประถมศึกษามีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 4 (ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์) มาตรฐานที่ 6 (ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง) มาตรฐานที่ 12 (ผู้เรียนมีสุนทรียภาพและลักษณะนิสัยด้านศิลปะ ดนตรีและกีฬา) และมีคุณภาพระดับปรับปรุงในมาตรฐานที่ 5 ( ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร)

คณะครูนำโดย ผอ.ชินวงศ์  ดีนาน ได้ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ พิจารณาวางแผนหาวิธีดำเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนทุก ๆ ด้าน  เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา โดยจะต้องนำระบบการเรียนรู้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทาง นโยบาย เป้าหมายการจัดการศึกษาของโรงเรียนและให้เป็นไปตามความคาดหวังของนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และ ชุมชน ที่มุ่งหวังให้นักเรียน เป็นคนดี มีความรู้ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณ คิดไตร่ตรอง และคิดสร้างสรรค์ มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้บทสรุปดังนี้

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ซึ่งในมาตรา 22 กล่าวถึงการจัดการศึกษาว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้ พัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพและถือว่าผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด มาตรา 23 กล่าวไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของการศึกษาแต่ละระดับ และมาตรา 24 ได้กำหนดให้สถานศึกษาจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความต้องการ ความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวนความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกับสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการต่าง ๆ จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 : 8) และเพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขปรับปรุง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 จึงควรจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบหรือวิธีการที่หลากหลาย เน้นการจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริง การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและการเรียนรู้บูรณาการซึ่งเป็นการเรียนรู้ในลักษณะองค์รวม (มูลนิธิสดศรี - สฤษดิ์วงศ์. 2545 : 45) เพราะการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม (Integrated Learning to the Unifiled Concepts) เป็นการเรียนรู้จากสรรพสิ่งรอบตัว ตามสภาพของวิถีชุมชนเป็นภาพรวมแล้วจึงหาความเชื่อมโยงของส่วนย่อย เป็นการคิดเชิงระบบ (System Thinking) ซึ่งเป็นการพัฒนาสติปัญญา (Intelligence) เป็นวิธีการคิดองค์รวมของสรรพสิ่งโดยการจำแนกแยกแยะองค์ประกอบย่อยแล้ว ยังมีการวิเคราะห์และจัดประเภทหมวดหมู่ขององค์ประกอบย่อยนั้น ๆ ด้วย ตัวอย่าง องค์รวม “คน” มีองค์ประกอบย่อย โครงกระดูก เนื้อหนัง เลือด น้ำเหลือง หัวใจ ปอด ตับ ไต ไส้ พุง ฯลฯ จัดเป็นระบบได้ เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบการรับรู้ เป็นต้น การคิดแบบองค์รวมเมื่อแยกแยะ จัดประเภทแล้ว บุคคลต้องสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ในองค์ประกอบย่อยเหล่านั้น สามารถคิดและเข้าใจองค์ประกอบย่อยว่ามีความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลกัน และมีความประสานสอดคล้องกันเป็นหนึ่งเดียว เกิดเป็นองค์รวม จึงจะเรียกว่าคิดเป็น (ภวนา เผ่าน้อย. 2549 : 4) การเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวมจึงเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง หลอมรวมเป้าหมายการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ สาระหรือประสบการณ์ ทั้งภายในกลุ่มสาระหรือระหว่างกลุ่มสาระ อย่างกลมกลืน โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ และพัฒนาผู้เรียนเป็นองค์รวมทุกด้าน ซึ่งอาจเป็นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้จากการปฏิบัติ การจัดทำโครงงาน และการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนที่สอดคล้องกับชีวิตจริง

จากการศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอนดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดแนวคิดว่าถ้าจะพัฒนาการศึกษาให้มีการเจริญก้าวหน้าได้ จะต้องมีการปรับกระบวนทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาครู พัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน ซึ่งโรงเรียนควรจัดการเรียนการสอนที่ให้เกิดความรู้ในลักษณะองค์รวมให้แก่นักเรียน เพื่อให้สอดคล้องสัมพันธ์กับชีวิตจริง เกิดการเรียนรู้มีความหมายต่อตัวนักเรียน นักเรียนได้พัฒนากระบวนการคิด ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริงและมีความสุขในการเรียน สามารถนำเนื้อหาสาระของกลุ่มสาระต่าง ๆ มาสอนบูรณาการร่วมกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งในหลักการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับท้องถิ่นตนได้ และขณะเดียวกันตัวครูเองก็ต้องศึกษาค้นคว้า พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่จะสามารถเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนอยู่เสมอ ซึ่งการจัดการเรียนการสอนในประเทศไทยที่ผ่านมายังไม่มีรูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตรท้องถิ่นที่เน้นจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวมที่ทำอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ดังที่ภวนา เผ่าน้อย ( 2549, 5) กล่าวไว้ว่าการจัดการเรียนรู้ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการบูรณาการแบบชั้น ๆ ไม่ได้บูรณาการแบบหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ทำให้การเรียนรู้ของเด็กไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของความรู้หลาย ๆ สาระที่จะนำไปอธิบายปรากฎการณ์ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในวิถีชุมชน สอดคล้องกับที่สมัย ยอดอินทร์ (2551, 114 – 115) ที่กล่าวว่าการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษามีชั่วโมงการเรียนเนื้อหาแต่ละวันมากเกินไป ทำให้นักเรียนไม่อยากคิดและไม่อยากอ่านหนังสือ สาระการสอนหลายเรื่องควรนำมาบูรณาการ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะมีการบริหารเนื้อหาแบบแยกส่วน เช่น เรื่อง เวกเตอร์ (Vector) ในวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ซึ่งน่าจะร่วมกันสอนได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างมีรูปธรรม แต่กลับแยกกันสอนคนละแบบจนทำให้นักเรียนไม่รู้เรื่อง ทำให้เกิดความสูญเปล่าในการเรียน นักเรียนเรียนไม่รู้เรื่อง จึงจำเป็นต้องเรียนแบบท่องจำ และอาศัยการกวดวิชาเพื่อช่วยเพิ่มเทคนิคการจำ

องค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนหลักสูตรสู่การปฏิบัติได้อย่างตรงตามเป้าหมาย คือ ครูผู้สอน เพราะครูเป็นผู้นำหลักสูตรไปสู่การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน ครูต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรวิธีการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการเรียนการสอนในอดีตไม่บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรเท่าที่ควร ทั้งนี้สืบเนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนบางส่วนไม่เห็นความสำคัญของการนำหลักสูตรไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังพบว่าครูผู้สอนส่วนหนึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้ ประกอบกับการประสานความร่วมมือระหว่างผู้ปกครอง ภูมิปัญญาท้องถิ่น ชุมชน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานยังขาดความต่อเนื่องและไม่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้การจัดการเรียนรู้ไม่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2552, 75)

จากสภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้น  ผู้บริหาร จึงมีความสนใจ การพัฒนาครูเพื่อให้สามารถจัดทำสาระท้องถิ่นโดยใช้การจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม ตามแนวทางของสมัย ยอดอินทร์และคณะ (2551) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาต่อไป